นางสาววารินทร์ นำภา
ปลัดเทศบาลตำบลทาสบเส้า



นายพิทักษ์ พงสปิน
ประธานสภาเทศบาลตำบลทาสบเส้า



นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน
ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน



พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

   คุณพอใจกับ Web นี้แค่ใหน
    มากที่สุด
    มาก
    ปานกลาง
    น้อย
   แสดงผลสำรวจ
จำนวนผู้เยี่ยมชม
เริ่มนับ 1 / เม.ย. / 2557
 

โรคอุจจาระร่วงป้องกันได้ด้วยตนเอง

     โรคอุจจาระร่วง หมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลวจำนวน ๓ ครั้งต่อวันหรือมากกว่า หรือถ่ายมีมูก หรือมูกปนเลือดอย่างน้อย ๑ ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า ๑ ครั้งขึ้นไปภายใน ๑ วัน (เด็กแรกเกิด ที่กินนมแม่อาจถ่ายอุจจาระนิ่มเหลวไม่มีมูกปนเลือดหรือกลิ่นเหม็น โดยไม่มีอาการอ่อนเพลีย อาเจียน หรือเป็นไข้ถือว่าปกติ)

สาเหตุ อุจจาระร่วงที่เกิดจากการติดเชื้อมีสาเหตุ จากการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มไม่สะอาด การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการเตรียมหรือปรุงอาหาร และภาชนะสกปรกหรือมีเชื้อ โรคปะปน

อันตรายจากโรคอุจจาระร่วง อุจจาระร่วงทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ไปพร้อมกับอุจจาระจำนวนมาก จนอาจทำให้ช็อกหมดสติและถึงแก่ความตายได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการอุจจาระร่วงที่บ้าน
๑. กินหรือดื่มของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และเกลือแร่ ได้แก่ สารละลายน้ำตาล เกลือแร่ โออาร์เอส น้ำแกงจืด หรือน้ำข้าวใส่เกลือ
๒. รับประทานอาหารเพื่อป้องกันการขาดสารอาหารดังนี้
o เด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่ ให้ลูกดูดนมแม่มากขึ้น
o เด็กที่กินนมผสม ให้ผสมนมตามปกติแล้วให้กินครึ่งหนึ่งสลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โออาร์เอส อีกครั้งหนึ่ง ปริมาณเท่ากับนมที่เคยกินตามปกติ
o เด็กอายุ ๖ เดือนขึ้นไป ให้อาหารเหลวที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ปลาต้ม เนื้อสัตว์ต้มเปื่อยเป็นต้น
o ผู้ใหญ่ รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย
๓. พาผู้ป่วยมาพบแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น ดังนี้
o ยังคงถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก
o อาเจียนบ่อย
o กินอาหาร หรือดื่มน้ำไม่ได้
o มีไข้
o กระหายน้ำมากกว่าปกติ
o อ่อนเพลียมาก ตาลึกโหล
o ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด

วิธีป้องกันโรคอุจจาระร่วงด้วยตัวเอง
o ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนปรุง หรือรับประทานอาหารและภายหลังถ่ายอุจจาระ
o ดื่มน้ำสะอาด ถ้าเป็นน้ำต้มสุกจะดีที่สุดและเลือกซื้อน้ำแข็งที่ถูกหลักอนามัย
oเลือกรับประทานอาหารที่สะอาดสุกใหม่ๆ ไม่ควรรับประทานอาหารที่สุกๆ ดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม หากจะเก็บอาหารที่เหลือจากการรับประทานหรืออาหารสำเร็จรูปที่ชื้อไว้ ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและอุ่นให้เดือดทั่วถึงทุกครั้งก่อนรับประทานl ผักหรือผลไม้ ก่อนรับประทานให้ล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง
o ส่งเสริมให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อให้เด็กมีภูมิต้านทานโรค
o ขวดนมล้างให้สะอาด และต้มในน้ำเดือด ๑๐-๑๕ นาที
o กำจัดขยะมูลฝอย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน เช่น อุจจาระเด็กกำจัดหรือทิ้งในโถส้วมหรือกลบให้มิดชิด
o ถ่ายอุจจาระในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ

ดื่มน้ำตาลเกลือแร่ โออาร์เอส ช่วยป้องกันและรักษาอาการขาดน้ำได้
o วิธีผสมสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส
- ผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ โออาร์เอส ๑  ซอง ในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ๑ แก้ว (๒๔๐ ซีซี)
-ถ้าไม่มีอาจเตรียมได้เอง โดยใช้เกลือแกงครึ่งช้อนชา และน้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำต้มสุก ๑ ขวดน้ำปลากลม (๗๕๐ ซีซี)
-หากผสมมาแล้วกินไม่หมดภายใน ๑ วัน (๒๔ ชั่วโมง) ให้เททิ้งและผสมใหม่

วิธีดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โออาร์เอส ในแต่ละครั้งที่ถ่ายอุจจาระ
- เด็กอายุต่ำกว่า ๒ ขวบ ให้ดื่มครั้งละ ๑-๔ ๑-๒ แก้ว ควรใช้ช้อนตัก ป้อนบ่อยๆ ๑ ช้อนชา ทุก ๑-๒ นาที เพื่อให้ย่อยและดูดซึมได้ทัน
- เด็กอายุมากกว่า ๒ ขวบ - ๑๐ ขวบให้ดื่มครั้งละ ๑-๒-๑ แก้วโดยให้จิบจากแก้วน้ำบ่อยๆ ไม่ควรให้เด็กดูดจากขวดนม เพราะเด็กกระหายน้ำจะดูดอย่างรวดเร็วจนได้รับสารน้ำปริมาณมากในครั้งเดียว จะทำให้เกิดอาการอาเจียนหรือดูดซึมไม่ทัน ทำให้ถ่ายมากขึ้น
- ถ้าอาเจียนให้หยุดพักก่อนสัก ๑๐ นาที แล้วค่อยป้อนใหม่ช้าๆ
- อายุตั้งแต่ ๑๐ ขวบขึ้นไป ให้ดื่มครั้งละ ๑ แก้วขึ้นไป โดยดื่มทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องใช้ยา
อุจจาระร่วงส่วนใหญ่จะหายได้เอง ถ้าให้การป้องกันและรักษาภาวะการขาดน้ำ และให้อาหารที่เหมาะสม การกินยาหยุดถ่ายหรือยาแก้ท้องเสียทำให้ลำไส้ต้องเก็บกักเชื้อโรคไว้นานขึ้น นอกจากนั้นการใช้ยาหยุดถ่ายเกินขนาดในเด็กเล็ก อาจเกิดภาวะพิษได้ซึ่งเป็นอันตรายมาก การกินยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น อาจกระตุ้นให้เกิดการแพ้ยาหรือดื้อยาได้ การใช้ยาควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาใดๆ